อยากเป็น Youtuber ต้องใช้อุปกรณ์อะไรและเรียนรู้อะไรบ้าง

https://www.youtube.com/embed/F_almqtujw0?feature=oembed&autoplay=1

มีน้องท่านนึงสอบถามผมมาว่า ถ้าอยากเป็นยูทูปเบอร์เราจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง แล้วก็จะต้องเรียนรู้เรื่องอะไรบ้างผมขอตอบจากประสบการณ์ผมเองที่เป็นยูทูปเปอร์มาตั้งแต่ปี  2553 แล้วก็เป็นช่างถ่ายวีดีโอมาตั้งแต่ประมาณปี 2548

การเป็นยูทูปเบอร์นี้ง่ายกว่ายุคของผมเยอะเลย เพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะว่าอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ทำวีดีโอมันมีราคาถูกลงเยอะเลย สมัยแรกเมื่อปี 2548 ที่ผมเริ่มต้นทำวีดีโอครั้งแรก เจ้านายให้ไปซื้อกล้องวีดีโ ลองทายดูสิว่ากล้องวีดีโอมีราคาประมาณเท่าไหร่ คำตอบก็คือตอนนั้นเตรียมเงินไปทั้งหมด 50,000 บาทไปซื้อกล้องวีดีโอมาตัวนึงแล้วก็ 50,000 นี้ยังไม่พอเลย เพราะว่าได้กล้องมาก็จริงแต่ขาดเจ้าตัวขาตั้งกล้องแล้วก็ต้องซื้อแบตเตอรี่สำรองอีก รวมแล้วเป็นตัวเลขกลมกลมๆประมาณถึง 60,000 บาทได้

แต่ในยุคนี้เรียกได้ว่าการทำคลิปวิดีโอเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เพราะว่าทุกคนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือของเรานั่นเอง ช่วยในการถ่ายวีดีโอได้ทันทีเลย อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เราจำเป็นต้องใช้ในการเป็นยูทูปเบอร์ก็คือ โทรศัพท์มือถือนั่นเอง เอาไว้ใช้ถ่ายวีดีโอ ซึ่งพี่น้องบางคนอาจจะถามผมว่า มือถือของหนูไม่ใช่ iPhone ไม่ใช่ Samsung มันจะใช้ได้ไหม คำตอบก็คือว่าใช้ได้แน่นอน เพราะว่ามือถือในยุคนี้ถ้าพูดตรงๆเลย เขารู้จริตของคนไทยว่าเดินไปไหน ไปทำอะไร ก็ชอบชอบถ่ายรูปถ่ายวีดีโอเขาก็จะโปรโมทแต่ว่ากล้องสามารถถ่ายได้หน้าชัดหลังเบลอ มี 2 เล่นบ้างมี 3 เลนส์บ้าง ไม่เชื่อผมลองไปดูได้เลยว่าค่ายมือถือแต่ละรุ่นเวลาเขาโปรโมทมือถือส่วนใหญ่แล้ว เขาจะโปรโมทตัวกล้องวีดีโอเป็นหลักเลย

จากประสบการณ์ที่ผมได้สอนลูกศิษย์หลายพันคน ผมลองมือถือมาแล้วหลายรุ่นมาก ไม่ว่าจะเป็น iPhone Samsung Asus Oppo Huawei ถ่ายออกมาแล้วชัดทั้งนั้น เรามีมือถือตัวเดียวเรียกได้ว่าเราก็แทบจะเป็นยูทูปเบอร์ได้แล้ว เพราะสามารถถ่ายแล้วก็ตัดต่อภายในตัวได้เลย เพราะว่าแอปพลิเคชันตัดต่อยุคนี้ มันสามารถตัดต่อได้ดีใกล้เคียงโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เลยผม

ต่อมาอุปกรณ์ชิ้นที่ 2 คือ แอพตัดต่อนั่นเอง ซึ่งใช้ได้ทั้งระบบ Android แล้วก็ไอโฟน App ดีๆและฟรีมีเยอะแยะมากมาย อาจจะมีของแถมติดมาหน่อย เช่น มีลายน้ำบ้างเล็กๆน้อยๆ อาจจะมีเจ้าตัววีดีโอโปรโมทของเขาโฆษณาแทรกขึ้นมาบ้าง อันนี้ถ้าเราต้องการจะลบส่วนต่างๆเหล่านี้ออกไปเราก็สามารถทำได้ เพียงแค่จ่ายค่าบริการของเขา ซึ่งมันถูกมากๆเลย ถ้าเป็นแอปที่ผมใช้ประจำก็คือ แอพ kinemaster เรียกได้ว่าเดือนนี้จ่ายไม่ถึง 200 บาทเลยแล้วก็จ่ายเป็นปีโอ้โหเฉลี่ยเดือนละ 100 กว่าบาทนั่นเองซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนมากเลย ตอนนั้นผมตัดต่อวีดีโอครั้งแรกในปี 2548 รู้ไหมตอนนั้นโอ้โหกว่าจะตัดต่อได้จะต้องไปตามหาโปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ซึ่งผมซื้อมามาประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว โปรแกรม Sony Vegas ผมซื้อมาตัดต่อตอนนั้นเขายังไม่ได้ขายกิจการให้กับเจ้าอื่น ราคาอยู่ที่ 35,000 บาท หลังจากผมซื้อมาได้ประมาณ 6 เดือนเจ้าของ Sony Vegas เขาขายกิจการไป ราคาโปรแกรมเหลือเพียง 600 กว่าบาทเท่านั้น คิดดูสิว่ามันทำร้ายจิตใจผมมากมายขนาดไหน ถ้าเป็นสมัยก่อนเรียกว่า มีเงินซื้อโปรแกรมตัดต่ออย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะว่าคอมพิวเตอร์ของเราต้องมีสเปคสูงด้วย แต่ในยุคนี้โอ้โหเรียกได้ว่าถ่ายเสร็จปุ๊บในมือถือแล้วก็ใส่เข้า App ตัดต่อลากจิ้มไม่ถึง 10 นาทีได้วีดีโอออกมาแล้ว

อันดับที่ 3 ก็คือ ขาตั้งกล้องนั่นเอง ผมให้เราซื้อขาตั้งกล้อง 1 ตัว ราคามีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันหลักหมื่นก็มี ถ้าเป็นขาตั้งกล้องตัวเล็กอยู่ที่ประมาณซัก 200 บาท 1,000 บาทก็สามารถใช้ตั้งมือถือถ่ายได้แล้ว

อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเพิ่มเติม ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากจะถ่ายหน้าตัวเองออกมาแล้วแล้วดูดีมีชาติตระกูล เราไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งเครื่องบินไปที่เกาหลีไปโมหน้า หรือเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปซื้อกล้องใหม่ราคาแพงๆ แค่เรามีอุปกรณ์ชนิดนี้เท่านั้นแหละ มันจะทำให้หน้าเราสวยขึ้นมาทันที เลยรู้ไหมว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้คืออะไร อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือไฟส่องหน้า ขอให้มีไฟเพียงพอเท่านั้นแหละ มันจะทำให้หน้าเราสวยทันทีเลย ถ้าไม่เชื่อผมทุกคนลองดูได้ ในการถ่ายคลิปวีดีโอลองหาไฟ เป็นโคมไฟอ่านหนังสือก็ได้ แต่ไม่ใช่ไฟนีออนที่ติดอยู่บนด้านบนหัวของเรา ไฟมันอยู่บนหัวเวลามันส่องลงมา แล้วมันก็จะโดนหัวเรา ทำให้หน้าเราไม่ใส เราเลยต้องใช้ไฟอะไรก็ได้ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเราแล้วก็สาดมาที่หน้าเรา ก็จะทำให้หน้าของเราใสโดยไม่ต้องไปเกาหลีเลย

อุปกรณ์ชี้ที่ 5 คือ จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีจะทำให้เจ้าตัวคลิปของเรามันดูน่าสนใจแบบสุดๆไปเลย อันนั้นก็คือไมโครโฟน กล้องวีดีโอของผมตัวเก่าที่ซื้อมา ราคาประมาณเกือบ 200,000 บาท แต่เชื่อไหมตัวนี้ถ้าสมมุติว่าผมไปใช้ถ่ายวีดีโอ โดยที่ไม่ใช้ไมโครโฟน ใช้ไมค์ที่ติดมากับตัวกล้องอ่ะผลที่ได้เป็นอย่างไรรู้ไหม ผลที่ได้จะมีเสียงเสียงรบกวนในคลิปวีดีโอเยอะแยะมากมาย เพราะว่าเจ้าตัวไมโครโฟนที่ติดมากับตัวกล้อง ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายวีดีโอหรือว่าจะเป็นกล้องที่ติดมากับมือติดที่กับมือ มันจะรับเสียงจากทุกทิศทุกทาง ซึ่งก็จะรับเสียงทั้งเสียงเราพูด เสียงหมาเห่า เสียงนกร้อง เสียงแม่บ่น เสียงเมียตะคอกรับมาหมดเลย ก็เลยจะได้ยินแต่เสียงรบกวนเยอะแยะมากมาย ซึ่งถ้าเราไม่ใช้ไมโครโฟนและเราหวังว่าเรานี่แหละจะเอาเสียงที่ได้มาทำการแยกเสียงรบกวนออกไปโดยใช้แอพหรือโปรแกรมนู้นโปรแกรมนี้ ผมบอกได้เลยว่า มันยากมาก ปรียบได้กับการที่เราเอาข้าวขาวที่ยังไม่ได้หุงกับข้าวกล้องที่ยังไม่ได้หุง ทำการเทรวมกันเลย แล้วให้เราแยกข้าวกล้องออกจะข้าวขาว เปรียบได้กับการแยกเสียงรบกวนออกจากเสียงดี วิธีแก้ปัญหาดีที่สุดก็คือ เราต้องถ่ายออกมาแล้วให้มันชัดตอนนั้นเลย ก็คือต้องใช้ไมโครโฟนนั่นเอง  น่าจะเป็นไมโครโฟนแบบติดปกเสื้อก็ได้แบบที่ผมใช้พูดอยู่ตอนนี้ หรือไมโครโฟนแบบช็อตกันที่เป็นแท่งๆติดไว้ที่มือถือก็ได้

อุปกรณ์ที่จำเป็นมีอยู่ 5 อย่าง ส่วนการเรียนรู้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ข้อแรกก็คือ เรียนรู้เรื่องการทำวีดีโอนั่นเอง ซึ่งในหมวดของการทำวิดีโอนี้ก็สามารถแบ่งได้อีกว่าเราจะทำวีดีโอแบบไหน ผมขอแบ่งการทำใด้ทั้งหมดออกเป็น 4 แบบ แบบแรกเป็นแบบที่ผมอยากทุกคนเลยทำได้เลย เพราะว่ามันทำง่ายที่สุดแล้วก็คือ การพูดหน้ากล้อง เราก็เอามือถือมาตั้ง แล้วเราก็กดอัดแล้วเราก็พูด หลายคนจะบอกว่าจะให้ทำแค่นี้แล้วจะมีคนติดตามช่อง YouTube แล้วหรอ ผมเจอ case study หลายๆเคสที่ทำแค่นี้นั่นแหละ มีคนติดตามเป็นแสนคน ไม่ต้องคิดอะไรมากมายตั้งกล้องนิ่งๆแล้วก็พูดลงไป พูดได้เลยว่าเขาสนใจเนื้อหาที่เราพูดว่ าเนื้อหามันมีประโยชน์กับเขา เขาก็จะฟัง เขาก็จะกดติดตามช่องของเรา แต่ในมุมกลับกัน ต่อให้เราทำวีดีโอแบบเลิศหรูอลังการ หน้าตาสวยปะแป้งอย่างนี้อย่างนั้น ใช้กล้องดีมาก แต่สิ่งที่เรานำเสนอออกไป คนดูดูแล้วไม่มีประโยชน์ ดูแล้วก็อะไรก็ไม่รู้ ดูแล้วก็ไม่สนุก อันนี้ผมคิดว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ แบบพูดหน้ากล้อง ผมอยากให้ทุกคนทำแบบนี้ก่อน เพราะว่ามันง่ายสุดแล้ว

ต่อมาแบบที่ 2 เป็นการทำวีดีโอรูปแบบที่เขาเรียกว่า อัดวีดีโอหน้าจอ คือ เราจะใช้โปรแกรมอัดวีดีโอหน้าจอคอมพิวเตอร์เรียกว่าทุกอย่างที่อยู่บนคอมพิวเตอร์มันจะถูกอัดออกมาเป็นวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็น PowerPoint เสียงเราพูด หน้าเรา เสียงจากคอมพิวเตอร์ อัดออกมาได้หมดเลย การทำรูปแบบนี้ก็เป็นการถ่ายวีดีโอที่น่าสนใจ สำหรับพี่น้องท่านไหนที่เป็นครู อยากจะสอนอะไรบางอย่างในคอมพิวเตอร์ หรืออยากจะสอนการใช้งานเว็บไซต์ให้กับลูกน้อง สอนอะไรสักอย่างให้กับทีมงาน เหมาะมากเลย

แบบที่ 3 ก็คือ การทำ Live นั่นเอง เช่น ไลฟ์เฟสบุ๊คหรือสตรีมมิ่งยูทูป เป็นการทำวิดีโออีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจในยุคนี้ เพราะว่ามันมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู ซึ่งก็จะทำให้คนดูชื่นชอบแล้วก็โอกาสที่เราจะมียอดคนติดตามเพิ่มมากขึ้น

แบบที่ 4 อันนี้ยากนิดนึงแต่ว่ามันดูสนใจสุดๆไปเลยก็คือ การทำอนิเมชั่น ผมจะใช้โปรแกรม After Effect ในการทำ ซึ่งถ้าพี่น้องท่านใดสนใจก็ไปดูคลิปสอน After Effect ในช่องเสกสรรปั้น YouTube ได้เลย ตอนนี้มีประมาณ 50 กว่าคลิป ดูจบรับรองไม่เก่งไปเลยก็บ้าไปเลย เพราะว่าบางคลิปสอนเป็นชั่วโมงเลย ผมสอนแบบละเอียด

ยูทูปเบอร์ต้องเรียนรู้อันที่สองก็คือ การตัดต่อวีดีโอนั่นเอง ซึ่งเมื่อกี้ผมก็ได้พูดไปแล้วว่า การตัดต่อวีดีโอมีแบบไหนบ้าง จะเป็นแบบพูดหน้ากล้อง อัดวีดโอหน้าจอ หรือแบบทำอนิเมชั่น ผมขอให้ทุกคนเลือกแบบที่ตัวเองทำได้ทันทีเลย เริ่มต้นอาจจะไม่ต้องถึงขั้นมาทำอนิเมชั่นก่อน เพราะว่าเราจะท้อแท้ซะก่อน ให้เราเริ่มจากอะไรที่มันง่ายๆก่อน ค่อยๆก้าวไปทีละก้าว

และก็สุดท้ายในการที่อยากจะเป็นยูทูปเปอร์เราก็ต้องเรียนรู้วิธีการอัพโหลด ซึ่งอันนี้แทบไม่ต้องสอนกันแล้ว เราไปติดตั้ง app YouTube ได้เลย แล้วเราก็ทำการกดปุ่มมเลือกอัพโหลดแป๊บเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผมขอทบทวนก่อนผมก็คือ อันดับแรกมือถือทุกคนมีอยู่แล้ว อันที่สองก็คือ App ตัดต่อโหลดได้ทั้ง iPhone และ Android อันดับที่ 3 ก็คือขาตั้งกล้องแล้วก็ 4 กับ 5 อันนี้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ อันที่ 4 คือไฟ ถ้ามีเมื่อไหร่หน้าเราสวยทันทีอันดับที่ 5 ก็คือ ไมโครโฟนนั่นเอง แล้วสิ่งที่ยูทูปเบอร์ต้องเรียนรู้ก็คือการทำวีดีโอหน้ามีอยู่ 4 รูปแบบ พูดหน้ากล้อง อัดวีดีโอหน้าจอ การทำไลฟ์ แล้วก็การทำอนิเมชั่น และสุดท้ายก็เรียนรู้ถึงวิธีการอัพโหลดผ่าน app YouTube นั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *